เหตุผลหลักที่แบรนด์ไทยลังเลเรื่องขายของ shopify หรือ amazonคือทั้งสองแบบให้ผลลัพธ์คนละแบบ และใช้เงินลงทุนคนละก้อน Amazon และ eBay มีผู้ซื้อรออยู่แล้วหลักหลายร้อยล้านบัญชีทั่วโลก ทำให้แบรนด์ใหม่เริ่มขายได้เร็วโดยไม่ต้องทำการตลาดเอง ในขณะที่ Shopify คือการสร้างร้านค้าออนไลน์ของตัวเอง ซึ่งต้องอาศัยการทำโฆษณาหรือ SEO เพื่อดึงทราฟฟิกเข้าร้าน
จากประสบการณ์ทำงานกับแบรนด์ไทยกว่า 120 แบรนด์ ที่ขยายตลาดไปต่างประเทศในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่าแบรนด์ที่เพิ่งเริ่มต้นและไม่มีงบการตลาดมักเริ่มจาก Marketplace ก่อน ส่วนแบรนด์ที่มี Brand Story ชัดเจนและอยากสร้างฐานลูกค้าประจำ มักเลือก Shopify เป็นบ้านหลักของแบรนด์ เพราะแบรนด์ที่ไม่มีเว็บตัวเองมักถูก AI มองไม่เห็นเวลาลูกค้าต่างชาติค้นหาสินค้า
การเลือกแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นจะประหยัดเวลาและงบประมาณได้มาก เพราะการย้ายระบบสต๊อกและออเดอร์ทีหลังมีมักซ่อนต้นทุนแฝงที่ร้าน Shopify Cross-Border มักมองข้ามสูงกว่าที่คิด
ข้อดีข้อเสีย shopifyที่ชัดเจนที่สุดคือ Shopify ให้อิสระเต็มที่ในการควบคุมแบรนด์ แต่แลกมาด้วยภาระที่ต้องหาลูกค้าเอง
ข้อดี:
ข้อเสีย:
จะเห็นว่าข้อดีข้อเสีย shopifyนั้นเป็นเหรียญสองด้านที่เชื่อมโยงกัน — อิสระที่ได้มาพร้อมความรับผิดชอบที่มากขึ้น สิ่งนี้คือหัวใจของการเลือกแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ที่แบรนด์ไทยต้องชั่งน้ำหนักให้ดี หากอยากเห็นภาพรวมทั้งหมดว่าShopify คืออะไรและต่างจาก Amazon อย่างไรสามารถอ่านคู่มือฉบับเต็มได้
Shopify กับ eBay ต่างกันยังไงในเชิงโมเดลธุรกิจ
shopify กับ ebay ต่างกันยังไงคำตอบสั้นๆ คือ Shopify คือ "เครื่องมือสร้างร้านของตัวเอง" ส่วน eBay คือ "ตลาดกลางที่มีคนขายหลายรายแข่งกัน"
eBay เน้นระบบประมูล (Auction) และขายแบบ Fixed Price ผสมกัน เหมาะกับสินค้ามือสอง ของสะสม หรือสินค้าที่มีจำนวนจำกัด ในขณะที่ Shopify ไม่ใช่ Marketplace แต่เป็น แพลตฟอร์ม E-commerce แบบ SaaS ที่ให้แบรนด์สร้างเว็บไซต์ของตัวเองได้เต็มรูปแบบ
ความแตกต่างสำคัญอีกจุดหนึ่งที่ตอบคำถามshopify กับ ebay ต่างกันยังไงคือเรื่องการแข่งขันด้านราคา บน eBay ลูกค้าจะเห็นสินค้าคล้ายกันจากผู้ขายหลายเจ้าเรียงกันในหน้าเดียว ทำให้เกิดสงครามราคาได้ง่าย แต่บน Shopify ลูกค้าเห็นเฉพาะสินค้าของแบรนด์คุณเท่านั้น ไม่มีคู่แข่งมาแย่งหน้าจอ สำหรับผู้ขายที่สนใจช่องทาง eBay โดยเฉพาะ สามารถดูคู่มือขายของบน eBay ไปต่างประเทศฉบับผู้ขายไทยประกอบการตัดสินใจได้
สำหรับแบรนด์ไทยที่ขายสินค้าไลฟ์สไตล์ แฟชั่น หรือสกินแคร์ ซึ่งต้องพึ่งพา Brand Story eBay อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด เพราะโครงสร้างเว็บไซต์ไม่เอื้อต่อการเล่าเรื่องแบรนด์เท่า Shopify
คำตอบตรงคือ ถ้ามีงบการตลาดจำกัดและอยากทดสอบตลาดเร็ว ควรเริ่มที่ Amazon ก่อน แล้วค่อยขยายมาที่ Shopify เมื่อแบรนด์เริ่มมีฐานลูกค้า
คำถามเรื่องขายของ shopify หรือ amazonมักมีคำตอบที่แตกต่างกันไปตามช่วงอายุของธุรกิจ:
Step 1: ทดสอบตลาดบน Amazon — ใช้ฐานลูกค้าที่มีอยู่แล้วของ Amazon เพื่อดูว่าสินค้าขายได้จริงหรือไม่ โดยไม่ต้องเสียเงินทำโฆษณาจำนวนมาก ผู้ขายที่ต้องการเชื่อมต่อหลาย Marketplace พร้อมกันสามารถดู Global Seller Solution ของ CONNEX ที่รองรับทั้ง Amazon และ eBay ในระบบเดียว
Step 2: เก็บข้อมูล Insight จากยอดขาย — ดูว่าลูกค้ากลุ่มไหนซื้อซ้ำ สินค้าตัวไหนขายดีที่สุด
Step 3: ย้ายฐานลูกค้าประจำมาที่ Shopify — เมื่อมีลูกค้าประจำแล้ว ค่อยสร้างร้าน Shopify เพื่อดึงลูกค้าเหล่านั้นออกจาก Marketplace ลดการพึ่งพาค่าคอมมิชชัน
แบรนด์ที่ทำตามลำดับนี้มักเห็นผลลัพธ์ดีกว่าการกระโดดไปขายของ shopify หรือ amazonเพียงช่องทางเดียวตั้งแต่วันแรก เพราะได้ทั้งความเร็วจาก Marketplace และความยั่งยืนจาก Shopify
การเลือกแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ที่เหมาะกับแบรนด์ไทยต้องพิจารณา 4 ปัจจัยหลัก คือ งบประมาณ ความเร็วที่ต้องการ ระดับการควบคุมแบรนด์ และประเภทสินค้า
หลายแบรนด์ไทยตัดสินใจเรื่องเลือกแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ผิดพลาดเพราะมองแค่ค่าธรรมเนียมอย่างเดียว โดยไม่ได้คิดถึงระยะยาวว่าการพึ่งพา Marketplace 100% จะทำให้ไม่มีข้อมูลลูกค้าเป็นของตัวเองเลย ซึ่งเป็นความเสี่ยงใหญ่หากแพลตฟอร์มเปลี่ยนนโยบายกะทันหัน แนวคิดนี้สอดคล้องกับบทความ D2C or Marketplace? ควรใช้ทั้งสองช่องทางให้ยอดขายโต ที่อธิบายว่าทำไมการมีช่องทาง D2C ของตัวเองคู่กับ Marketplace จึงสำคัญ
คำตอบคือ เพราะโมเดลไฮบริดช่วยกระจายความเสี่ยงและได้ประโยชน์จากทั้งสองฝั่งพร้อมกัน
แบรนด์ไทยจำนวนมากไม่ได้เลือกขายของ shopify หรือ amazonแบบทางใดทางหนึ่ง แต่ใช้ Amazon และ eBay เป็นช่องทางหาลูกค้าใหม่ (Customer Acquisition) และใช้ Shopify เป็นบ้านหลักสำหรับสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าเดิม (Customer Retention) ผ่าน Email Marketing และโปรแกรมสมาชิก โจทย์หลังบ้านที่ตามมาคือการจัดการออเดอร์จาก Amazon, Etsy, eBay และ Shopify ให้อยู่ในที่เดียวเพื่อไม่ให้ทีมงานสับสนเวลาออเดอร์เข้าพร้อมกันจากหลายช่องทาง
ข้อมูลจากทีมที่ปรึกษาพบว่าแบรนด์ที่ใช้โมเดลไฮบรินี้มี Customer Lifetime Value สูงกว่าแบรนด์ที่ใช้ Marketplace อย่างเดียวถึง 40% เพราะสามารถทำ Remarketing ผ่านอีเมลและ SMS ได้โดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่ Marketplace ไม่อนุญาตให้ทำ
ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องตายตัวสำหรับทุกแบรนด์ในเรื่องขายของ shopify หรือ amazon สิ่งที่สำคัญกว่าคือการเข้าใจข้อดีข้อเสีย shopifyอย่างถ่องแท้ และรู้ว่าshopify กับ ebay ต่างกันยังไงก่อนตัดสินใจลงทุนเวลาและเงินไปกับช่องทางใดช่องทางหนึ่ง
สำหรับแบรนด์ไทยที่เพิ่งเริ่มต้น แนะนำให้เริ่มจาก Marketplace เพื่อทดสอบตลาด แล้วค่อยขยับมาสร้างร้าน Shopify เมื่อพร้อม การเลือกแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ที่ดีที่สุดคือการใช้ทั้งสองแบบร่วมกันอย่างมีกลยุทธ์ ไม่ใช่การทุ่มทุกอย่างไปกับช่องทางเดียว
หากแบรนด์ของคุณพร้อมจะเชื่อมต่อ Shopify เข้ากับตลาดโลกและจัดการออเดอร์ข้ามพรมแดนแบบครบวงจร ลองดู CONNEX × Shopify — เชื่อมต่อ Shopify สู่ตลาดโลก เพื่อเริ่มต้นวางระบบหลังบ้านให้พร้อมก่อนขยายตลาด
ขายของ Shopify หรือ Amazon แบบไหนเหมาะกับมือใหม่มากกว่ากัน Amazon เหมาะกับมือใหม่มากกว่า เพราะมีฐานลูกค้าอยู่แล้วและไม่ต้องทำการตลาดเองตั้งแต่วันแรก ส่วน Shopify เหมาะกับแบรนด์ที่มี Story ชัดเจนและพร้อมลงทุนด้าน Marketing
ข้อดีข้อเสีย Shopify เมื่อเทียบกับการขายบน Marketplace คืออะไร ข้อดีคือเป็นเจ้าของข้อมูลลูกค้าและไม่มีค่าคอมมิชชันต่อออเดอร์ ข้อเสียคือต้องหาทราฟฟิกและทำการตลาดเอง ทำให้ช่วงแรกอาจขายได้ช้ากว่า Marketplace
Shopify กับ eBay ต่างกันยังไงในแง่ค่าใช้จ่าย Shopify คิดค่าธรรมเนียมรายเดือนบวกค่า Payment Gateway ราว 2-3% ต่อออเดอร์ ในขณะที่ eBay คิดค่าคอมมิชชันต่อออเดอร์ราว 10-13% โดยไม่มีค่าธรรมเนียมรายเดือนสำหรับบัญชีพื้นฐาน
แบรนด์ไทยควรใช้ Shopify และ Marketplace พร้อมกันหรือไม่ ควรใช้พร้อมกันในลักษณะโมเดลไฮบริด โดยใช้ Marketplace หาลูกค้าใหม่และใช้ Shopify สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าเดิม เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่องทางเดียว
การเลือกแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ระหว่าง Shopify, Amazon และ eBay ไม่ใช่การแข่งขันแบบเลือกผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว แต่คือการวางกลยุทธ์ให้เหมาะกับช่วงเวลาและเป้าหมายของแบรนด์ไทยในแต่ละช่วง ทีม CONNEX พร้อมช่วยวางแผนขยายตลาดออนไลน์ของคุณให้เติบโตอย่างยั่งยืน ติดต่อทีมงานเพื่อรับคำปรึกษาฟรีได้แล้ววันนี้