การขายสินค้าข้ามประเทศไม่ได้เริ่มจากการหาลูกค้าต่างชาติ แต่เริ่มจากการเตรียมใบอนุญาตส่งออกและcustoms document ส่งออกให้ครบก่อนสินค้าจะออกจากโกดังได้เลยด้วยซ้ำ ผู้ประกอบการ SME จำนวนมากเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น เพียงเพราะไม่รู้ว่าต้องเช็คพิกัดศุลกากรก่อนเสนอราคาลูกค้า และไม่เข้าใจขั้นตอนส่งออกสินค้า SMEตั้งแต่ต้นจนจบ
เอกสารพื้นฐานที่ผู้ส่งออกทุกคนต้องมีคือ Invoice, Packing List, และ Bill of Lading/Airway Bill ซึ่งทั้งหมดนี้จัดอยู่ในกลุ่ม customs document ส่งออก ที่ด่านศุลกากรใช้ตรวจสอบมูลค่าและปริมาณสินค้า
เอกสารสามฉบับนี้ต้องมีข้อมูลตรงกันทุกตัวเลข ตั้งแต่น้ำหนัก จำนวนหีบห่อ ไปจนถึงมูลค่าสินค้า หากตัวเลขไม่ตรงกัน customs document ส่งออกชุดนั้นจะถูกตีกลับทันที และกระบวนการทั้งหมดต้องเริ่มใหม่
นอกจากนี้ ผู้ส่งออกยังต้องแนบ Certificate of Origin เพื่อยืนยันแหล่งกำเนิดสินค้า ซึ่งมีผลโดยตรงต่ออัตราภาษีนำเข้าปลายทางในหลายประเทศที่มีข้อตกลงการค้าเสรีกับไทย หากยังไม่แน่ใจว่าธุรกิจของคุณพร้อมสำหรับการขายข้ามพรมแดนแค่ไหน ลองเริ่มจากเช็คลิสต์ 5 สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนพาสินค้าไทยลุยตลาดโลกเป็นจุดเริ่มต้น
พิกัดศุลกากรสำคัญเพราะเป็นตัวกำหนดอัตราภาษีนำเข้าปลายทาง เงื่อนไขการควบคุม และแม้แต่ว่าสินค้าต้องขอใบอนุญาตส่งออกหรือไม่
ทุกสินค้าที่ส่งออกต้องถูกจัดหมวดด้วยระบบ HS Code (Harmonized System) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้ร่วมกันกว่า 200 ประเทศทั่วโลก การระบุพิกัดศุลกากรผิดแม้เพียงหลักเดียวอาจทำให้สินค้าถูกจัดเก็บภาษีผิดอัตรา หรือแย่กว่านั้นคือถูกจัดเป็นสินค้าควบคุมที่ต้องขอใบอนุญาตส่งออกเพิ่มเติมโดยที่ผู้ประกอบการไม่รู้ตัว นอกจาก HS Code แล้ว แบรนด์ที่ส่งออกไปหลายตลาดยังควรรู้จัก4 มาตรฐาน Global Compliance ที่แบรนด์ไทยต้องเตรียมก่อนส่งออกอย่าง CE Marking และ GDPR ควบคู่กันไปด้วย
"ผู้ประกอบการ SME ที่มาปรึกษาเรื่องพิกัดศุลกากร 10 ราย มีมากกว่า 6 รายที่เคยระบุพิกัดผิดในการส่งออกครั้งแรก และทุกรายต้องเสียเวลาแก้ไขเอกสารเฉลี่ย 3-5 วันทำการ" — ที่ปรึกษาด้านพิธีการศุลกากร, ทีมโลจิสติกส์ SME
การตรวจสอบพิกัดศุลกากรที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดของขั้นตอนส่งออกสินค้า SMEทั้งหมด
ใบอนุญาตส่งออกคือเอกสารอนุญาตพิเศษที่หน่วยงานรัฐออกให้สำหรับสินค้าที่อยู่ในบัญชีควบคุมการส่งออก ซึ่งไม่ใช่สินค้าทุกชนิดที่ต้องขอ
สินค้าที่มักต้องมีใบอนุญาตส่งออกได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม (ต้องผ่าน อย.) สินค้าเกษตรบางชนิด ผลิตภัณฑ์ยาและเครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าที่เข้าข่ายเทคโนโลยีสองทาง (Dual-Use) แม้แต่สินค้าไลฟ์สไตล์อย่างเครื่องประดับก็มีเงื่อนไขเฉพาะตัว ดูตัวอย่างได้จากเช็กลิสต์ส่งออกเครื่องประดับและอัญมณีไปขายต่างประเทศ การไม่ยื่นขอใบอนุญาตส่งออกให้ถูกต้องอาจทำให้สินค้าถูกอายัดที่ด่าน หรือร้ายแรงถึงขั้นถูกดำเนินคดี
customs document ส่งออกที่ต้องเตรียมล่วงหน้าอย่างน้อย 5-7 วันทำการ ก่อนวันส่งสินค้าจริง เพื่อเผื่อเวลาแก้ไขหากพบข้อผิดพลาด
กระบวนการจัดทำ customs document ส่งออกเริ่มจากการยื่นใบขนสินค้าขาออก (Export Declaration) ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมศุลกากร โดยข้อมูลในใบขนต้องสอดคล้องกับพิกัดศุลกากรที่ระบุไว้ตั้งแต่ต้น หากมีการแก้ไขพิกัดภายหลังยื่นเอกสารแล้ว จะทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปอีก ถ้าตลาดปลายทางของคุณคือยุโรป เอกสารจะซับซ้อนขึ้นอีกขั้น ควรอ่านขั้นตอนการนำเข้าสินค้าเข้าสหภาพยุโรปสำหรับผู้ขายไทย รวม HS Code VAT IOSS และเอกสารศุลกากรประกอบเพื่อเตรียม EORI และ IOSS ให้ครบ
ผู้ประกอบการ SME ที่เพิ่งเริ่มต้นมักประเมินเวลาเตรียมcustoms document ส่งออกต่ำเกินไป ทำให้พลาดรอบเรือหรือรอบเที่ยวบินที่จองไว้ ควรวางแผนเผื่อเวลาอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์เต็มเสมอ
ขั้นตอนส่งออกสินค้า SMEแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนหลัก ตั้งแต่การตรวจสอบพิกัดไปจนถึงการส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อปลายทาง
ขั้นตอนที่ 1: ตรวจสอบพิกัดศุลกากร — ระบุพิกัดศุลกากรของสินค้าให้ถูกต้องก่อนเสนอราคาลูกค้า
ขั้นตอนที่ 2: ตรวจสอบว่าต้องขอใบอนุญาตหรือไม่ — เช็คว่าสินค้าของคุณต้องมีใบอนุญาตส่งออกเฉพาะทางหรือไม่
ขั้นตอนที่ 3: จัดเตรียมเอกสารการค้า — จัดทำcustoms document ส่งออกทั้งหมดให้ครบและตัวเลขตรงกัน
ขั้นตอนที่ 4: ยื่นใบขนสินค้าขาออก — ยื่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมศุลกากรและรอการตรวจปล่อย
ขั้นตอนที่ 5: ส่งมอบสินค้าให้สายเรือ/สายการบิน — ประสานงานขนส่งตามเงื่อนไข Incoterms ที่ตกลงกับผู้ซื้อ
ผู้ประกอบการที่ทำตามขั้นตอนส่งออกสินค้า SMEครบทั้ง 5 ข้อนี้ มีแนวโน้มผ่านพิธีการศุลกากรได้โดยไม่ติดปัญหาสูงกว่าผู้ที่ข้ามขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญ
ค่าใช้จ่ายหลักแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตส่งออก ค่าจัดทำcustoms document ส่งออก และค่าบริการตัวแทนออกของ (Shipping Agent)
ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตส่งออกแตกต่างกันไปตามประเภทสินค้าและหน่วยงานที่ออกใบอนุญาต บางประเภทมีค่าใช้จ่ายเพียงหลักร้อยบาท ขณะที่สินค้าควบคุมพิเศษอาจมีค่าใช้จ่ายหลักพันบาทต่อครั้ง ส่วนค่าจัดทำcustoms document ส่งออกผ่านตัวแทนออกของมักอยู่ที่ 1,500-3,000 บาทต่อชิปเมนต์ ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของสินค้าและปลายทาง
การรู้พิกัดศุลกากรที่ถูกต้องตั้งแต่แรกยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายทางอ้อม เพราะหลีกเลี่ยงค่าปรับจากการสำแดงพิกัดผิด ซึ่งบางกรณีอาจสูงถึงหลายเท่าของมูลค่าสินค้า
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการระบุพิกัดศุลกากรผิดและการยื่นcustoms document ส่งออกที่ตัวเลขไม่ตรงกันระหว่างเอกสารแต่ละใบ
การเข้าใจขั้นตอนส่งออกสินค้า SMEอย่างถ่องแท้ตั้งแต่ต้น คือวิธีป้องกันข้อผิดพลาดเหล่านี้ได้ดีที่สุด
พิกัดศุลกากรหาได้จากที่ไหน? สามารถตรวจสอบพิกัดศุลกากรได้จากเว็บไซต์กรมศุลกากร หรือปรึกษาตัวแทนออกของที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะสินค้า เพื่อความแม่นยำก่อนยื่นเอกสาร
ใบอนุญาตส่งออกใช้เวลาขอนานแค่ไหน? ระยะเวลาขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและหน่วยงานที่ออกใบอนุญาต โดยทั่วไปใช้เวลาตั้งแต่ 3 วันไปจนถึง 2-3 สัปดาห์สำหรับสินค้าควบคุมพิเศษ
SME มือใหม่ต้องเริ่มขั้นตอนส่งออกสินค้าอย่างไร? เริ่มจากตรวจสอบพิกัดศุลกากรของสินค้า ตามด้วยเช็คว่าต้องขอใบอนุญาตส่งออกหรือไม่ แล้วจึงเตรียมเอกสารการค้าและยื่นใบขนสินค้าขาออก
ถ้าเอกสารส่งออกไม่ครบจะเกิดอะไรขึ้น? สินค้าจะถูกกักที่ด่านศุลกากรจนกว่าจะเตรียมเอกสารครบถ้วน ซึ่งอาจทำให้เสียค่าใช้จ่ายเก็บสินค้าเพิ่มเติมและพลาดรอบขนส่งที่จองไว้
การเตรียมความพร้อมด้านใบอนุญาตส่งออก customs document ส่งออก และการตรวจสอบพิกัดศุลกากรให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น คือรากฐานสำคัญของขั้นตอนส่งออกสินค้า SMEที่ราบรื่น ผู้ประกอบการที่วางแผนล่วงหน้าและทำตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบจะสามารถลดความเสี่ยงเรื่องสินค้าติดด่าน ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หากอยากให้ระบบหลังบ้านช่วยจัดการเอกสารและออเดอร์ข้ามพรมแดนแบบครบวงจร ลองดูCONNEX Global Seller Solutionที่เชื่อมต่อ Marketplace กว่า 50 แห่งใน 150+ ประเทศ